วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

Wal-Mart

1. How is RFID technology related to Wal-Mart’s business model? How does it benefit supplier?
Wal-Martร้านค้าปลีกชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งมียอดขายปีละกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ได้ออกระเบียบกำหนดให้Suppliers รายใหญ่ 100 ราย เช่น Gillette, Nestle’, Johnsons & Johnsonsและ Kimberly Clark ติด RFID Chipบนหีบห่อ และกล่องบรรจุสินค้าให้เรียบร้อยก่อนส่งมาถึงห้าง ส่วน Suppliers รายเล็กๆ จะต้องติดชิปในรถส่งสินค้าให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2549
WallMart มองว่า เมื่อระบบดังกล่าวเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์จะช่วยให้บริษัททราบถึงการเดินทางของสินค้าได้ทุกระยะ ตั้งแต่โรงงานของ Suppliers จนถึงศูนย์กระจายสินค้าของห้าง และเมื่อใดที่ สินค้าถูกหยิบออกจากชั้นไป RFID ก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังพนักงานให้นำสินค้ามาเติมใหม่ทำให้ Wal-Mart ไม่จำเป็นต้องเก็บสต็อกสินค้า แต่สามารถสั่งให้ Suppliers มาส่งของได้ทันทีรวมทั้งจะช่วย guarantee ว่าสินค้ามีวางจำหน่วยตลอดเวลา และประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะช่วยลดปัญหาการโจรกรรมสินค้า และปลอมแปลงสินค้าได้อีกด้วย
หลังจากประชุมกลุ่มผู้ขาย (Suppliers) กว่า 300 ราย Wal-Mart กล่าวว่า การนำ RFID มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่คิดไว้ และภายในต้นปี 2548 แผนการติดตั้ง RFID ที่ North Texas กับ จำนวนผู้ขายประมาณ100 รายจะประสบผลสำเร็จในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี RFID กับผู้ขายมากกว่า 200 รายแล้ว Linda Dillman,ตำแหน่ง “Executivevice president and CIO” กล่าวว่า ประมาณ 16 เดือนข้างหน้า ทาง Wal-Mart วางแผนจะเพิ่มจำนวนร้านค้า Wal-Mart และ Sam’s Club ร้านในเครือ Wal-Mart โดยทางร้านจะนำเทคโนโลยี RFID มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าตามแผนการที่ทาง Wal-Mart ได้วางไว้ว่า จะเพิ่มจำนวน Distribution Center จำนวน 6 แห่ง รวมทั้ง ร้านWal-Mart และ Sam’s Club จำวน 250 ร้าน ภายในเดือนมิถุนายน ปี 2548 และ เดือนตุลาคม ปี 2548 จำนวนร้านค้าจะเพิ่มกว่าเท่าตัว คือ Distribution Center จำนวน 13 แห่ง และ Wal-Mart กับ Sam’s Club จะมี 600 ร้านค้าErik Michielsen ตำแห่ง Senior Analyst ABI Research กล่าวในinternetnews.comว่า เขาเชื่อว่าการที่ Wal-Mart ประกาศไปเช่นนั้นก็เพื่อต้องการขยายตัวทางด้าน RFID ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าทาง Wal-Martมั่นใจในการนำเทคโนโลยี RFID เข้ามาใช้ และ เพื่อให้กลุ่ม supplier ได้เข้าใจถึงการทำงานของเทคโนโลยีตัวนี้ และเข้าใจว่า RFID สามารถให้ประโยชน์อะไรต่อพวกเข้าได้บ้าง 
จาก 2 ไตรมาสที่ผ่านมา Wal-Mart ได้ทำการทดสอบ และ ทำการ implement งานเล็กๆ เพื่อเป็นการสร้างรากฐาน Erik Michielsen กล่าวต่อว่า ทางบริษัทได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ RFID โดยการอธิบายบทบาทต่างๆว่าใครคือกลุ่มผู้ทำงาน ใครคือบริษัทคู่ค้า และ ผลประโยชน์ที่ทางบริษัทจะได้รับจากการนำ RFID เข้ามาใช้งาน ทั้งนี้เรื่องของ scale ยังคงเป็นประเด็นอยู่ ณ ขณะนี้ สิ่งประเด็นนี้มีผลต่อยอดเงินที่สูงถึงหลักล้านเหรียญสหรัฐความคืบหน้าของโครงการนำร่องที่ได้เริ่มเมื่อประมาณ 30 เมษายน 2547 กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ทางเจ้าหน้าที่Wal-Mart's Dillman กล่าว และยังเสริมว่าต้นปี2548 โครงการนี้จะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทาง Wal-Martหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเช่นด้วยกับ supplier โดยคาดหวังว่าจำนวนกลุ่มลูกค้าที่ถือสินค้าที่ติด tagของ EPCglobal จะเพิ่มมากขึ้น โดย tag ดังกล่าวนี้จะติดอยู่กับสินค้าขนาดใหญ่เช่น เครื่องไม้เครื่องมือทำสวน หรือแม้แต่จักรยาน เช่นเดียวกับสินค้าด้านอุปกรณ์ electronic ต่างๆ
สืบเนื่องจาก Wal-Mart มีแนวคิดที่จะใช้ RFID ในการช่วยบรรเทาปัญหาสินค้าขาดสต๊อกในร้านสาขาย่อยของบริษัท โดยเริ่มต้นทำการติดตั้งและใช้ระบบ RFID Tag นี้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ใน 7 ร้านสาขาย่อยที่อยู่ในรัฐเท็กซัส ซึ่ง Wal-Mart คาดหวังว่าเมื่อระบบนี้ประสบความสำเร็จจะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลใน RFID นี้จะถูกรวบรวมและประมวลผลปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ให้บริษัททราบการเดินทางของสินค้าแต่ละรายการจากทุก Supplier ตั้งแต่โกดังที่ท่าเทียบเรือไปจนถึงชั้นวางสินค้าในร้านสาขาย่อย ข้อมูลที่มีประโยชน์เหล่านี้จะช่วยให้ Wal-Mart ลดปัญหาสินค้าขาดสต๊อก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนในระยะยาวลงได้
ในแง่ของผลประโยชน์ที่ Supplier ของ Wal-Mart ทุกรายจะได้รับหากทำการติดตั้งและเข้าร่วมการใช้ระบบนี้กับบริษัทนั่นก็คือ คำสั่งซื้อและยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติในทันทีที่สินค้าสต๊อกในระบบพร่องลงไป เนื่องจาก Wal-Mart จะแบ่งปันข้อมูลการค้าปลีกให้แก่ Supplier ที่เข้าร่วมผ่านทางโครงข่าย Extranet ของบริษัทโดยตรง ซึ่งจะทำให้ Supplier ทราบทันทีภายใน 30 นาที หลังจากสินค้ารายการนั้นๆมีการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง สิ่งที่ Wal-Mart อนุญาตและยอมรับก็คือ การให้ Supplier ดังกล่าวทำการเติมเต็มสินค้ารายการนั้นๆได้ทันที

2. What management, organization, and technology factors explain why Wal-Mart suppliers had trouble implementing RFID systems?
หากมองในระยะสั้นแล้วจะเห็นว่า Transaction cost เพิ่มขึ้นซึ่ง Wal-Mart ไม่ได้ร่วมรับผิดชอบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแต่ในทางตรงข้ามกับผลักภาระนี้ให้กับ Supplier รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว กอร์ปกับต้องใช้ระบบนี้ในขณะที่เทคโนโลยี RFID ยังอยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาซึ่งยังไม่สิ้นสุดและสมบูรณ์แบบ ซึ่งอาจหมายความว่า Supplier อาจต้องมีการลงทุนเพิ่มในการปรับปรุงระบบในอนาคตก็เป็นได้ อีกทั้งต้นทุนต่อหน่วยของระบบ RFID ในขณะนั้นก็ยังมีราคาแพงซึ่งอยู่ระหว่าง 25-75 เซ็นต์ต่อชิ้น ยิ่งไปกว่านั้นในสินค้าบางประเภท เช่นของเหลว โลหะ หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้กับทารก ก็มีความอ่อนไหวที่จะนำระบบนี้ไปใช้ เนื่อง RFID ทำงานอยู่บนคลื่นความถี่วิทยุซึ่งสามารถจะถูกดูดซึมและปะปนอยู่บนตัวสินค้าเหล่านี้ได้ซึ่งส่งผลกระทบกับความมั่นใจของผู้บริโภค นั่นหมายความว่าการที่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเข้าไปแก้ปัญหาโดยการใช้ RFID ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น ซึ่งประสิทธิภาพย่อมแปรผันตรงกับราคาที่จะย้อนกลับมาเป็นต้นทุนของ Supplier แต่ละราย

3. What conditions would make adopting RFID more favorable for suppliers?
1. Wal-Mart ควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการติดตั้งและบังคับใช้ระบบ RFID ซึ่งจะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้เป็นธุรกิจแบบ Win-Win
2.ควรเริ่มเมื่อเทคโนโลยี RFID ได้รับการพัฒนาจนถึงจุดที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคว่าไม่มีผลกระทบใดๆต่อสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงในแง่ของต้นต่อหน่วยให้ลดต่ำลงเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ามากนัก

4. Should Wal-Mart require all its suppliers to use RFID? Why or why not? Explain your answer.
หากมองในมุมของผู้สนับสนุนวัตถุดิบหรือสินค้า (Supplier) ให้แก่ Wal-Mart ในระยะยาวก็คงจะเห็นด้วยและสนับสนุนแนวคิดที่จะใช้ RFID แทน Barcode แบบเก่า เนื่องจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและรวมถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ถ้ามองในแง่ของผู้บริโภคก็คงไม่เห็นด้วยในขณะนี้จนกว่า Wal-Mart จะมีคำตอบที่เหมาะสมให้กับ 2 คำถามดังต่อไปนี้
1.ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการ Implement ระบบ RFID จะถูกรับผิดชอบโดยใคร หรือจะผลักภาระไปให้ผู้บริโภคด้วยการบวกเพิ่มเข้าไปในราคาสินค้า
2. RFID ทำงานด้วยคลื่นความถี่วิทยุ อยากทราบว่ามีงานวิจัยอะไรหรือไม่ที่สนับสนุนว่าคลื่นความถี่วิทยุเหล่านั้นไม่มีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทารกหรือผู้ป่วย หากประเด็นเหล่านี้ได้รับการชี้แจงคงทำให้ผู้บริโภคปลายน้ำรับรู้และช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้า

เทคโนโลยี Hardware และ Software สำหรับองค์การยุคดิจิตอล


HARDWARE ความหมาย Hard แปลว่า ของแข็ง ส่วน Ware แปลว่า ผลิตภัณฑ์ ดังนั้นเมื่อนำมารวมกัน Hardware จึงหมายถึง อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแข็ง ซึ่งได้แก่ ส่วนประกอบทุกชิ้นส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออีกนัยหนึ่ง คืออุปกรณ์ที่คุณจับต้องได้ ยกตัวอย่างเช่น จอภาพ ตัวเครื่อง คีย์บอร์ด เม้าส์ เครื่องพิมพ์ โมเด็ม รวมทั้งชิ้นส่วนภายในตัวเครื่อง
ซึ่งมีความสำคัญต่อองค์การในด้านของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ในการปฏิบัติงานขององค์การ  เช่น  การนำข้อมูลเข้าโดยการใช้คีย์บอร์ดในการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ  ช่วยให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็ว  และมีประสิทธิภาพ
SOFTWARE ความหมาย Soft แปลว่า นุ่มหรือนิ่ม ส่วน Ware แปลว่า ผลิตภัณฑ์ แต่ Software ไม่ได้หมายถึงผลิตภัณฑ์ ที่มีความนุ่ม แต่หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ ทั้งนี้ซอร์ฟแวร์จะต้องบันทึกในสื่อใดสื่อหนึ่ง เช่น Harddisk, Diskkette, CD เป็นต้น (บางครั้งผู้ใช้ก็เรียนซอร์ฟแวร์ว่า 'โปรแกรม') สำหรับประเภทของซอร์ฟแวร์ แบ่งได้ เป็น
1. แอปพลิเคชั่น (Application) คือ โปรแกรมการใช้งานต่าง ๆ เช่น MS Word, MS Excel, Photoshop เป็นต้น โปรแกรมเหล่านี้จะทำงานได้จะต้องติดตั้งภายในระบบปฏิบัติการอย่างใดอย่าง หนึ่ง เช่น DOS, Windows, Uniq, Linux เป็นต้น
2. ระบบปฏิบัติการ (Operating System) เป็นซอร์ฟแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นล่ามระหว่างคนกับเครื่องคอมฯ ให้สามารถเข้าใจกัน และทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมด เช่น DOS, Windows 3.1, Windows 95, Windows 98 หรือ Windows 2000 เป็นต้น คอมพิวเตอร์จะทำงานได้ จำเป็นจะต้องมีระบบปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
ซึ่งมีความสำคัญต่อองค์การในด้านของการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบการทำงาน  เพื่อให้เกิดการประมวลผลการทำงาน  โดยใช้โปรแกรมต่างๆในการปฏิบัติงานขององค์การ  ช่วยให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  และมีประสิทธิภาพ


วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

System That Span the Enterprise

1.  Enterprise Applications  ประกอบด้วย
Enterprise Resource Planning : ERP
-  การบริหารจัดการภายในองค์กร เนื่องจากมีการแข่งขันกันที่สูง องค์กรต่างๆจึงต้องมีการพัฒนากระบวนการและข้อมูลทั้งหมด ในองค์กร เพื่อที่จะได้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โดยจะมีการนำอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง โดยการผลิตตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะมีการติดต่อระหว่างสายการผลิตไปจนถึงช่องทางจำหน่ายทั้งนี้เพื่อที่จะ ลดขั้นตอนใน Supply Chain จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต

Supply Chain Management System : SCM
-  การเคลื่อนที่ของวัตถุดิบ สารสนเทศ และบริการจาก supplier ผ่านโรงงานจนไปถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย
-  การจัดการทั้งทางด้านอุปสงค์และอุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ บริหารและสารสนเทศ ให้เคลื่อนที่ถึงมือผู้รับได้อย่างดีที่สุด หรือเป็นการจัดลำดับกระบวนการทั้งหมดที่มีต่อการสร้างความพอใจให้กับลูกค้า เข้าถึงผู้บริโภคสินค้าโดยตรงเปลี่ยนจากห่วงโซ่อุปทานแบบอนุกรมเป็นห่วงโซ่อุปทานแบบไดนามิก    เปลี่ยนจากการมุ่งประสิทธิภาพไปสู่การสร้างความต้องการ

Customer Relationship Management : CRM
-  การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยการใช้เทคโนโลยีและการใช้บุคลากรอย่างมีหลักการ CRM ได้ถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องมาจากจำนวนคู่แข่งของธุรกิจแต่ละประเภทเพิ่มขึ้นสูงมาก  การแข่งขันรุนแรงขึ้นในขณะที่จำนวนลูกค้ายังคงเท่าเดิม  ธุรกิจจึงต้องพยายามสรรหาวิธีที่จะสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้าอันจะนำไปสู่ความจงรักภักดีในที่สุด    

Knowledge management : KM
-  การรวบรวม สร้าง จัดระเบียบ แลกเปลี่ยน และประยุกต์ใช้ความรู้ในองค์กร โดยพัฒนาระบบจาก ข้อมูลไปสู่สารสนเทศ เพื่อให้เกิดความรู้ และ ปัญญา ในที่สุดการจัดการความรู้ประกอบไปด้วยชุดของการปฏิบัติงานที่ถูกใช้โดยองค์กร ต่างๆ เพื่อที่จะระบุ สร้าง แสดงและกระจายความรู้ เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้และการเรียนรู้ภายในองค์กร อันนำไปสู่การจัดการสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการธุรกิจที่ดี องค์กรขนาดใหญ่โดยส่วนมากจะมีการจัดสรรทรัพยากรสำหรับการจัดการองค์ความรู้ โดยมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศหรือแผนกการจัดการทรัพยากรมนุษย์ 

2.  Intranet and Extranet
อินทราเน็ต (Intranet)
-  อินทราเน็ตหรือระบบเครือข่ายภายในองค์กร คือระบบเครือข่ายภายในองค์กรที่นำเทคโนโลยีแบบเปิดจากอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยในการทำงานร่วมกัน (Workgroup) การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการทำงานต่างๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ในองค์กร

เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet)
-  เอ็กซ์ทราเน็ต หรือเครือข่ายภายนอกองค์กร คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร (INTRANET) เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรง (Direct Link) ระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบเครือข่าย Intranet จำนวนหลายๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้

3.  E-commerce and E-Government
E-Commerce
-  การดำเนินธุรกิจการค้าหรือการซื้อขายบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เนต โดยผู้ซื้อ (Customer) สามารถดำเนินการ  เลือกสินค้า คำนวณเงิน ตัดสินใจซื้อสินค้า โดยใช้วงเงินในบัตรเครดิต ได้โดยอัตโนมัติ ผู้ขาย (Business) สามารถนำเสนอสินค้า  ตรวจสอบวงเงินบัตรเครดิตของลูกค้า รับเงินชำระค่าสินค้า ตัดสินค้าจากคลังสินค้า และประสานงานไปยังผู้จัดส่งสินค้า  โดยอัตโนมัติ กระบวนการดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นบนระบบเครือข่าย Internet

E-Government
-  วิธีการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ดำเนินงานภาครัฐ ปรับปรุงการบริการแก่ประชาชน การบริการด้านข้อมูลและสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนมีความใกล้ชิดกับภาครัฐมากขึ้น สื่ออิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเข้าถึงบริการของรัฐ ประการสำคัญจะต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและเต็มใจจากทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Exercise

1.  ในมุมมองของธุรกิจนั้น  การสร้่างระบบสารสนเทศควรคำนึงถึงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง  จงอธิบาย
-  การสร้างระบบสารสนเทศ ควรคำนึงถึงองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ คือ
1.  ฮาร์ดแวร์ - อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานตามชุดคำสั่งได้และ ให้ผลลัพธ์ตามต้องการ
2.  ซอฟท์แวร์ - ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นจากภาษาคอมพิวเตอร์ ให้เครื่องทำงานได้ตามต้องการในแต่ละงาน
3.  ขั้นตอนการปฏิบัติงาน 
4.  ข้อมูล - ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของ สถานที่ หรือเหตุการณ์ใดๆ ที่สนใจศึกษาข้อมูล
5.  บุคลากร - ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามระบบได้ 
    

2.  ท่านคิดว่า  การเรียนแบบ virtual classroom หรือ e-learning มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง
ข้อดี
  1.  เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งบุคคล
  2.  ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน
  3.  ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน
  4.  ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการเรียนได้เป็นอย่างดี
  5.  ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม ตั้งประเด็นการเรียนรู้ในห้องเรียน มีความกล้ามากกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องแสดงตนต่อหน้าผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้น โดยอาศัยเครื่องมือ เช่น E-Mail, Webboard, Chat, Newsgroup แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

ข้อเสีย
  1.  ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
  2.  ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง 
  3.  ผู้เรียน และผู้สอน จะต้องมีความพร้อมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ทั้งด้าน  อุปกรณ์ ทักษะการใช้งาน
  4.  ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้

3.  สถาบันการศึกษาได้ประโยชน์อะไรจากการใช้ระบบ e-learning
ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน  การเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning นั้นง่ายต่อการแก้ไขเนื้อหา และกระทำได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทำได้ตามใจของผู้สอน เนื่องจากระบบการผลิตจะใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่

4.  ท่านต้องการที่จะเรียนในระบบ e-learning หรือไม่  เพราะเหตุใด
ต้องการ  เพราะสามารถทวนซ้ำได้หลายๆ ครั้ง เท่าที่ต้องการ  ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง  สามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้  และการเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกระทำได้ง่ายขึ้นและราคาต่ำ